สัปดาห์ที่แล้วดิฉันได้มีโอกาสพบเพื่อนเก่าที่เป็นพุทธศาสนิกชนชาวอเมริกันผู้เคร่งศีลเธอไปวัดพุทธานุสรณ์เป็นประจำ เห็นบอกว่ากำลังจะไปเยี่ยมแม่ที่ฝั่งตะวันออกโน่นดิฉันถามว่าไปเยี่ยมแม่บ่อยไหม เธอตอบว่า"ไปเยี่ยมทุกปี ตามที่ได้สัญญาไว้กับหลวงพ่อไม่เคยขาดเลย"
"หมายความว่ายังไงเหรอ" ดิฉันอดถามไม่ได้
เพื่อนอธิบาย" คืองี้เมื่อตอนโน้นที่ฉันมาวัดพุทธานุสรณ์ใหม่ๆท่านสิงโหถามฉันว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหนไปเยี่ยมบ่อยหรือเปล่า ปรากฎว่าฉันนึกไม่ออกว่าไปเยี่ยมพ่อแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไรฉันตอบท่านว่า เอ่อ....คงจะประมาณเมื่อเจ็ดปีก่อนได้มังคะ ท่านสิงโหอ้าปากค้างตาโตรีบนำความไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อจึงเรียกตัวฉันไปคุยด้วยท่านเตือนให้ฉันระลึกถึงสิ่งอันพึงบูชา๕อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ อันรองลงมาจากพระรัตนตรัย๓ ก็คือบิดามารดานั่นเอง แล้วจึงต่อท้ายด้วยครูบาอาจารย์จากนั้นหสวงพ่อขอให้ฉันเดินจงกรมรอบวัดแล้วระลึกถึงบุญคุณและความเสียสละของพ่อแม่ ฉันก็ลองทำตามหลังจากนั้นหลวงพ่อท่านก็บอกให้ฉันรับปากว่าจะไปเยี่ยมพ่อแม่อย่างน้อยปีละครั้งฉันจึงทำตามตั้งแต่นั้นมาประสบการณ์เหล่านี้ยังผลทำให้ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อพ่อแม่ของฉันค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป ก่อนหน้านั้นฉันก็เหมือนๆกับคนหนุ่มสาวทั่วๆไปที่นี่ คือจะมีเรื่องระหองระแหงกับพ่อแม่และก็จะกำความไม่พอใจเอาไว้ไม่ยอมปล่อยโดยที่ไม่รู้ตัว ตั้งแต่วันนั้นมาความโกรธของฉันก็ค่อยๆจางหายไปแม่ฉันเห็นฉันเปลี่ยนไปก็ทั้งดีใจและประหลาดใจระคนกัน อย่างพี่สาวฉันนั้นบ้านก็อยู่ใกล้ๆกันกับแม่แต่ยังไปเยี่ยมแม่น้อยครั้งกว่าฉันเสียอีกฉันบอกกับแม่ว่าแม่ต้องไปขอบพระคุณหลวงพ่อแหละ"
ดิฉันเปรยกับเพื่อนว่า เด็กไทยทุกคนรวมทั้งตัวฉันเองด้วยถูกอบรมมาตั้งแต่เล็กๆให้คำนึงถึงความเสียสละของพ่อของแม่อยู่เสมอ คนรอบข้างทั้งหลายรวมทั้งเพื่อนๆและครูบาอาจารย์ทุกคนจะพร่าสอนให้เรารู้จักคิดว่าท่านหวังดีโดยเฉพาะในยามที่เราโกรธ เราถูกสอนให้เห็นว่าพ่อแม่สอนเราหรือดุเราเพราะรักเพราะเป็นห่วง ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านว่าหรือไม่ชอบวิธีการพูดหรือแสดงออกของท่านก็ตาม
เพื่อนฉันตอบว่า "โอ๊ะ.............ตอนที่ฉันเป็นเด็กกำลังโต พวกเราได้รับการอบรมที่ตรงข้ามเลยทีเดียว เขาสอนกันว่าพ่อแม่สร้างความเสียหายต่างๆนานาแก่ชีวิตเรา"!
"ใครสอน?" ฉันถาม
คำตอบของเธอลึกซึ้งน่าคิด"ก่อนอื่นเลยก็จากการสังเกตเวลาที่พ่อแม่ของฉันกล่าวถึงพ่อแม่ของตน แม่ฉันเป็นคนยุคทศวรรษที่๖๐ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มสาวรุ่นที่เน้นชูการปฏิเสธค่านิยมของพ่อแม่และเป็นขบถ ต่อมาก็เรียนรู้จากที่โรงเรียนจากสิ่งต่างๆในสังคมจากหนังสือหนังหาภาพยนต์ สื่อและก็ดูเอาจากเวลาเพื่อนฝูงและพวกญาติๆกล่าวถึงพ่อแม่ของตน มันเริ่มที่โรงเรียนก่อนราวๆมัธยมต้นๆ ตอนแรกๆฉันก็รู้สึกขัดๆกับท่าทีอย่างนี้อยู่เหมือนกันแต่ก็ค่อยๆถูกกลืนไปเหมือนกับคนอื่นๆ"
ตั้งแต่มาอยู่ประเทศนี้ฉันก็ทำงานมาหลายบริษัทและมีเพื่อนฝูงหลายกลุ่มบอกได้เลยว่าทุกๆวงการฉันจะได้ยินจากปากคนหนึ่งหรือหลายคน ที่จะบอกหน้าตาเฉยเลยว่าเขาตั้งใจที่จะไม่ไปเยี่ยมพ่อแม่ที่กำลังชราลงทุกวันเป็นเวลาหลายปีแล้ว สี่ปีก็มี เจ็ดปีก็มี สิบปีก็มี ขนาดไม่เคยย่างกรายไปเยี่ยมเลยก็ยังมี! ดิฉันอยู่เมืองไทยมาตั้งนานไม่เคยได้ยินใครคุยโอ้อวดแบบนี้สักคนเดียว
แต่ที่จริงแล้วดิฉันไม่ประหลาดใจหรอกเพราะว่าตอนที่ไปเรียนปริญญาโทต่อจึงได้เรียนรู้ว่าจิตวิทยาแบบตะวันตกนั้นเป็นต้องโทษพ่อแม่ร่ำไป ว่าเป็นต้นตอที่ก่อปัญหาแทบทุกอย่างในชีวิตคนเรา ทัศนะนี้ซึมไปทั่วทุกสาขาวิชาตั้งแต่การศึกษาสังคมสงเคราะห์ จิตวิทยาจิตบำบัดและจิตวิทยาเด็ก และถือกันว่าเป็น"ข้อเท็จจริง" ซึ่งช่วยกันส่งต่อกันไปเรื่อยๆอย่างไร้การไตร่ตรองวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะท่านผู้เชี่ยวชาญอันเป็นที่ยำเกรงทั้งหลายท่านเกริ่นดักเอาไว้ล่วงหน้าด้วยคำว่าว่า"ผลจากการวิจัยพบว่า..........." ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลชงัดดีนัก มีทฤษฎีแบบนี้อีกมากมายที่จู่ๆก็ได้รับการเปลี่ยนสถานะเป็น"ข้อเท็จจริง" บางครั้งเราผู้อพยพมาจากทวีปเอเซียรู้ดีว่ามันไม่จริงตามประสบการณ์ของเราเลย อย่างเช่นที่ตำรายืนยันกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันว่า "เป็นธรรมชาติอันปกติของวัยรุ่นที่จะไร้สมรรถภาพในการคำนึงถึงจิตใจคนอื่น" อย่างนี้เป็นต้น
พ่อแม่ชาวเอเซียที่ถอนรากถอนโคนเข้ามาอยู่ในสหรัฐฯจำจะต้องเข้าใจว่าจะเลี้ยงลูกที่เติบใหญ่ในประเทศใหม่อย่างเรื่อยๆสบายๆเหมือนกับอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนนั้นย่อมไม่ได้ แรงผลักดันในสังคมใหญ่ที่นี่จะปั้นเด็กของเราในทิศทางที่แตกต่างออกไปจากที่เคยชิน ตัวอย่างเช่นเราโตมาในสังคมที่สอนเราไว้ว่า เราต้องรู้จักรู้คุณพ่อแม่ เพราะประการแรกท่านเป็นผู้บังเกิดเกล้าที่ให้ชีวิตแก่เรา ในทางกลับกันลูกอเมริกันของคุณจะได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีกจากสังคมว่า เป็นสิทธิอันชอบธรรมของตนตั้งแต่แรกเกิดเลยทีเดียว ที่พ่อแม่จะต้องเสียสละให้แก่ตนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะพ่อแม่เป็นผู้เลือกที่จะนำลูกเข้ามาใช้ชีวิตในโลกนี้ ลูกไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจ
วันก่อนเห็นโฆษณารายการอบรมวิธีเลี้ยงเด็กในทีวี เค้าบอกว่า"ถ้าหากลูก(วัยรุ่น)ว่าใส่คุณว่าเกลียดคุณเหลือเกิน ก็ขอให้ดีใจเถอะ เพราะมันแสดงว่าคุณทำถูกแล้ว"! ตลอดเวลาที่ดิฉันเติบโตมาในประเทศทางเอเซีย ในครอบครัวก็ไม่ใช่ว่าปราศจากความขัดแย้งต่างๆนานาอันเป็นธรรมดาของครอบครัวทั่วๆไป แต่ไม่เคยได้ยินด้วยหูจากเด็กวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่จะใช้คำรุนแรงถึงขนาด"เกลียด" ต่อพ่อแม่ของตนเอง แต่อยู่ที่นี่ดิฉันได้ยินเด็กๆใช้คำนี้กันเป็นประจำนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งชินชาใจเลิกสะดุ้งหูเลิกแสบไปโดยปริยาย ถ้าเผื่อโดนลูกเราเองใช้คำนี้กับเราเข้าแน่ล่ะพ่อแม่ไทยจะบอบช้ำสะเทือนใจ แต่ทว่าพ่อแม่อเมริกันนั้นจะเตรียมใจรับไว้ตั้งแต่วันที่ลูกย่างเข้าวัยรุ่นแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะตนเองก็เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนนั่นเอง
เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะกันไม่ให้ลูกรับอิทธิพลจากแนวคิดของสังคมใหญ่ ฉะนั้นการเลี้ยงลูกที่นี่นั้นพ่อแม่จะต้องตั้งสติคิดเลือกสิ่งต่างๆอย่างเป็นระบบ วางแผนการอย่างรอบคอบ และมีความเพียรพยายามสูงคุณจะไปเหมาว่าลูกๆจะซึมซับค่านิยมต่างๆของคุณโดยปริยายนั้นคงจะไม่ได้แน่ คุณเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในสิ่งแวดล้อมของเด็ก และเสี้ยวอื่นๆในสังคมใหญ่อาจจะไม่เห็นดีเห็นชอบกับคุณเสมอไป อาจจะชิงกับคุณเสียมากกว่า คุณค่าต่างๆที่คุณนับถือและเคยเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเข้าใจได้ง่าย มันไม่ชัดไม่ง่ายในสังคมที่มีวัฒนธรรมหลากหลายอย่างที่นี่ แต่อย่าลืมว่าเสี้ยวของคุณนั้นก็คือส่วนที่คุณเป็นเจ้าของ เป็นเขตเดียวที่คุณสามารถสร้างอิทธิพลต่อลูกเท่าที่จะทำได้คุณต้องไตร่ตรองดูว่าคุณค่าอะไรในชีวิต ที่คุณถือว่าสำคัญมากและคิดให้รอบคอบว่าคุณจะถ่ายทอดคุณค่าเหล่านี้ให้แก่ลูกอย่างไรจึงจะได้ผลในระยะยาวตัวอย่างเช่นการหาโอกาสให้ลูกคลุกคลีอยู่กับชุมชนที่ยึดถือและส่งเสริมคุณค่าของคุณอย่างต่อเนื่องก็เป็นวิธีหนึ่งที่คุณพยายามจัดสรรสิ่งแวดล้อมของลูกและเพื่อนฝูงที่รายล้อมลูกๆเท่าที่จะทำได้เป็นต้น
ประการสุดท้าย คุณคงจะต้องปรับใจตนเองด้วย อย่าปล่อยให้ตัวเองช้ำอกช้ำใจมากนักถ้าเผอิญได้ยินลูกวัยรุ่นร่วมเออออห่อหมกกับเพื่อนๆที่โรงเรียนทำนองว่า "ช่ายยย......ชั้นก็เกลี๊ยดเกลียดแม่เหมือนเธอเลย!"
พวกเราทั้งหลายทียืนคร่อมวัฒนธรรมอยู่ขาละข้างนั้น ได้เปรียบตรงที่ว่าเราได้มุมมองที่พิเศษสุด เรามีโอกาสได้สัมผัสกับวัฒนธรรมความนึกคิดอันหลากหลายของสังคมอเมริกัน ข้อเด่นข้อด้อยของแต่ละวิถีทางนั้นแบหราอยู่เบื้องหน้าเราหมดให้เราเปรียบเทียบ เราไม่จำเป็นต้องยอมรับวิถีทางแบบใดแบบหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จแต่เลือกแบบอย่างที่เห็นว่าดีมีประโยชน์จากวัฒนธรรมต่างๆและไม่ทำตามหรือจำนนต่อส่วนที่พบว่าเป็นโทษ เรามีพลังในตัวเองที่จะเลือกสรรจากแนวทางสารพัดสารเพแล้วค่อยๆผสมผสานสรรค์สร้างประกอบเป็นหลักการทางศีลธรรมชุดใหม่ที่สอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิดของตนเอง การที่จะทำอย่างนี้ได้นั้นก่อนอื่นเราต้องหมั่นใช้ความสังเกตในปัจจุบัน ประการที่สองควรหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องเหล่านี้ ประการที่สามเราต้องพยายามคิดอย่างวิเคราะห์ และประการสุดท้ายที่สำคัญมากคือ เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่น
